คู่มือนักศึกษา หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551

แหล่งข้อมูลสำคัญสำหรับนักศึกษาที่เรียนในระบบการศึกษานอกโรงเรียน

ข้อมูลสำคัญ

โครงสร้างหลักสูตร

ระดับการศึกษา สาระการเรียนรู้ และจำนวนหน่วยกิตที่ต้องเรียน

ดูรายละเอียด

การวัดและประเมินผล

เกณฑ์การวัดผล การประเมินผล และการตัดสินผลการเรียน

ดูรายละเอียด

การจบหลักสูตร

เกณฑ์การจบหลักสูตรและการขอรับใบประกาศนียบัตร

ดูรายละเอียด

การลงทะเบียน

จำนวนหน่วยกิตและแนวทางการลงทะเบียนเรียน

ดูรายละเอียด

ภาพรวมหลักสูตร

แนวคิด

กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศให้ใช้หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2551 เป็นหลักสูตรที่มุ่งจัดการศึกษาเพื่อตอบสนองอุดมการณ์การจัดการศึกษาตลอดชีวิต การสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ตามปรัชญา "คิดเป็น" เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตและสังคม มีการบูรณาการอย่างสมดุลระหว่างปัญญาธรรม ศีลธรรม และวัฒนธรรม

เป็นหลักสูตรที่มีความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพปัญหา ความต้องการของบุคคลที่อยู่นอกระบบโรงเรียน ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ ประสบการณ์จากการทำงาน และการประกอบอาชีพ โดยการกำหนดสาระการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล

หลักการ

  1. เป็นหลักสูตรที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นด้านสาระการเรียนรู้ เวลาเรียน และการจัดการเรียนรู้ โดยเน้นการบูรณาการเนื้อหาให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต ความแตกต่างของบุคคล ชุมชน และสังคม
  2. ส่งเสริมให้มีการเทียบโอนผลการเรียนจากการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย
  3. ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาและเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต โดยตระหนักว่าผู้เรียนมีความสำคัญ สามารถพัฒนาตนเองได้ตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ
  4. ส่งเสริมให้ภาคีเครือข่ายมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา

จุดหมาย

หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนมีคุณธรรม จริยธรรม มีสติปัญญา มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีศักยภาพในการประกอบอาชีพและการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่ต้องการ จึงกำหนดจุดหมายดังต่อไปนี้

  1. มีคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมที่ดีงาม และสามารถอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสันติสุข
  2. มีความรู้พื้นฐานสำหรับการดำรงชีวิตและการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
  3. มีความสามารถในการประกอบสัมมาอาชีพให้สอดคล้องกับความสนใจ ความถนัด และตามทันความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง
  4. มีทักษะการดำเนินชีวิตที่ดี และสามารถจัดการกับชีวิต ชุมชน สังคมได้อย่างมีความสุขตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
  5. มีความเข้าใจประวัติศาสตร์ชาติไทย ภูมิใจในความเป็นไทย โดยเฉพาะภาษา ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี กีฬา ภูมิปัญญาไทย ความเป็นพลเมืองดี
  6. มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์ และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  7. เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ มีทักษะในการแสวงหาความรู้ สามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ และบูรณาการความรู้มาใช้ในการพัฒนาตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ

โครงสร้างหลักสูตร

ระดับการศึกษา

ระดับการศึกษาแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ

  • ระดับประถมศึกษา
  • ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
  • ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

โดยแต่ละระดับใช้เวลาเรียน 4 ภาคเรียน ยกเว้นกรณีที่มีการเทียบโอน แต่ทั้งนี้ต้องลงทะเบียนเรียนในสถานศึกษาอย่างน้อย 1 ภาคเรียน

สาระการเรียนรู้

สาระการเรียนรู้ประกอบด้วย 5 สาระ ดังนี้

  1. สาระทักษะการเรียนรู้ - เป็นสาระการเรียนรู้ด้วยตนเอง การใช้แหล่งเรียนรู้ การจัดการความรู้ การคิดเป็น
  2. สาระความรู้พื้นฐาน - เป็นสาระเกี่ยวกับภาษาและการสื่อสาร คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
  3. สาระการประกอบอาชีพ - เป็นสาระเกี่ยวกับการมองเห็นช่องทาง และการตัดสินใจประกอบอาชีพ ทักษะในอาชีพ การจัดการอาชีพอย่างมีคุณธรรม และการพัฒนาอาชีพให้มีความมั่นคง
  4. สาระทักษะการดำเนินชีวิต - เป็นสาระเกี่ยวกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สุขศึกษา พลศึกษา และศิลปศึกษา
  5. สาระการพัฒนาสังคม - เป็นสาระเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี หน้าที่พลเมือง และการพัฒนาตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม

โครงสร้างหลักสูตร

สาระการเรียนรู้/ระดับ ประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลาย
1. ทักษะการเรียนรู้ (วิชาบังคับ) 5 หน่วยกิต 5 หน่วยกิต 5 หน่วยกิต
2. ความรู้พื้นฐาน (วิชาบังคับ) 12 หน่วยกิต 16 หน่วยกิต 20 หน่วยกิต
3. การประกอบอาชีพ (วิชาบังคับ) 8 หน่วยกิต 8 หน่วยกิต 8 หน่วยกิต
4. ทักษะการดำเนินชีวิต (วิชาบังคับ) 5 หน่วยกิต 5 หน่วยกิต 5 หน่วยกิต
5. การพัฒนาสังคม (วิชาบังคับ) 6 หน่วยกิต 6 หน่วยกิต 6 หน่วยกิต
รวมวิชาบังคับ 36 หน่วยกิต 40 หน่วยกิต 44 หน่วยกิต
รวมวิชาเลือก ไม่น้อยกว่า 12 หน่วยกิต ไม่น้อยกว่า 16 หน่วยกิต ไม่น้อยกว่า 32 หน่วยกิต
รวม ไม่น้อยกว่า 48 หน่วยกิต ไม่น้อยกว่า 56 หน่วยกิต ไม่น้อยกว่า 76 หน่วยกิต

การลงทะเบียนเรียน

การลงทะเบียนรายวิชา

จำนวนรายวิชาที่ลงทะเบียนในแต่ละระดับมีดังนี้:

  • ระดับประถมศึกษา - ลงทะเบียนเรียนทั้งหมด ไม่น้อยกว่า 48 หน่วยกิต ให้ลงทะเบียนเรียนได้ภาคเรียนละไม่เกิน 14 หน่วยกิต
  • ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น - ลงทะเบียนเรียนทั้งหมด ไม่น้อยกว่า 56 หน่วยกิต ให้ลงทะเบียนเรียนได้ภาคเรียนละไม่เกิน 17 หน่วยกิต
  • ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย - ลงทะเบียนเรียนทั้งหมด ไม่น้อยกว่า 76 หน่วยกิต ให้ลงทะเบียนเรียนได้ภาคเรียนละไม่เกิน 23 หน่วยกิต

หมายเหตุ: กรณีนักศึกษาจะต้องจบหลักสูตรแต่มีจำนวนหน่วยกิตที่ต้องลงทะเบียนเรียนเกินกว่าจำนวนหน่วยกิตที่กำหนดให้ลงทะเบียนเรียนในแต่ละภาคเรียน เนื่องจากมีการเทียบโอนผลการเรียนและหรือนักศึกษาที่มีการสอบซ่อม ให้สถานศึกษาจัดให้มีการลงทะเบียนเรียนเพิ่มเติมในภาคเรียนสุดท้ายได้ไม่เกิน 3 หน่วยกิต จากที่กำหนดในแต่ละระดับการศึกษา

การพิจารณาเลือกรายวิชาต่าง ๆ ลงทะเบียนเรียน

  1. ครูผู้เรียน และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมกันพิจารณาจัดรายวิชาต่างๆ ลงทะเบียนเรียนในแต่ละภาคเรียน
  2. พิจารณาจำนวนหน่วยกิตที่ต้องลงทะเบียนเรียน ในแต่ละภาคเรียนให้เป็นไปตามที่กำหนด
  3. พิจารณารายวิชาที่ต้องเรียนรู้ตามลำดับก่อน-หลังหรือตามสถานการณ์ในรายวิชาใด ต้องเรียนก่อน ก็กำหนดไว้ในภาคเรียนแรก ๆ
  4. ความต่อเนื่องของการลงทะเบียนเรียนในรายวิชาต่างๆ สถานศึกษาอาจมีการพิจารณาลงทะเบียนเรียนในภาคเรียนเดียวกันหรือภาคเรียนถัดไป
  5. กระจายรายวิชาที่ยาก และรายวิชาที่ง่าย ให้คละกันไปในแต่ละภาคเรียน เช่น แยกรายวิชาคณิตศาสตร์กับภาษาอังกฤษ ซึ่งไม่ควรลงทะเบียนเรียนในภาคเรียนเดียวกัน

รายวิชาเลือก

จากโครงสร้างหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 ทั้ง 3 ระดับคือ ประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย มีรายวิชาที่ให้เลือกเรียนจำนวน 12, 16, และ 32 หน่วยกิตตามลำดับ ในส่วนรายวิชาที่ให้เลือกนั้น ผู้เรียนสามารถเลือกได้ตามความต้องการหรือตามปัญหาของสังคมหรือของผู้เรียนในขณะนั้น

การวัดและประเมินผลการเรียน

การวัดและประเมินผลรายวิชา

สถานศึกษาดำเนินการประเมินผลรายวิชาดังนี้:

1. การวัดและประเมินผลก่อนเรียน

เป็นการตรวจสอบความรู้ ทักษะและความพร้อมต่าง ๆ ของผู้เรียนเพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับสภาพความพร้อมและความรู้พื้นฐานของผู้เรียน

2. การวัดและประเมินผลระหว่างภาคเรียน

สถานศึกษาดำเนินการประเมินผลระหว่างภาคเรียนเพื่อทราบความก้าวหน้าทั้งด้านความรู้ ทักษะ เจตคติ และพฤติกรรมการเรียนการร่วมกิจกรรมและผลงาน อันเป็นผลมาจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

รายละเอียดของคะแนนระหว่างภาค ประกอบด้วย:

  • การให้ความร่วมมือกับสถานศึกษา
  • ผลงานที่กำหนดเป็นร่องรอยในแฟ้มสะสมงาน
  • การแสดงออกและการมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้

3. การวัดผลประเมินผลปลายภาคเรียน

เพื่อทราบผลการเรียนรู้โดยรวมของผู้เรียนในแต่ละรายวิชา โดยใช้เครื่องมือ เช่น แบบทดสอบปรนัย แบบทดสอบอัตนัย แบบประเมินการปฏิบัติ เป็นต้น

หมายเหตุ: ผู้เรียนที่จะผ่านการประเมินรายวิชาใด จะต้องเข้าสอบปลายภาคเรียนและมีคะแนนปลายภาคเรียนรวมกับคะแนนระหว่างภาคเรียนผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำตามเกณฑ์ที่สำนักงาน กศน. กำหนด

4. การตัดสินผลการเรียนรายวิชา

การตัดสินผลการเรียนรายวิชา ให้นำคะแนนระหว่างภาคเรียนมารวมกับคะแนนปลายภาคเรียน และจะต้องได้คะแนนไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 จึงจะถือว่าผ่านการเรียนในรายวิชานั้น ทั้งนี้ ผู้เรียนต้องเข้าสอบปลายภาคเรียนด้วย

ช่วงคะแนน (ร้อยละ) ระดับผลการเรียน ความหมาย
80-100 4 ดีเยี่ยม
75-79 3.5 ดีมาก
70-74 3 ดี
65-69 2.5 ค่อนข้างดี
60-64 2 ปานกลาง
55-59 1.5 พอใช้
50-54 1 ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนด
0-49 0 ต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนด

5. การมีสิทธิสอบปลายภาคเรียน

ผู้เรียนโดยวิธีเรียนแบบ กศน. ต้องมีเวลาในการพบกลุ่ม หรือพบครู ไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของเวลาตามแผนการเรียนรู้ของผู้เรียนที่ตกลงร่วมกับครูจึงจะมีสิทธิ์เข้าสอบ

6. การขอเลื่อนสอบปลายภาค

ในกรณีที่ผู้เรียนมีเหตุสุดวิสัย หรือมีเหตุจำเป็นฉุกเฉินไม่สามารถเข้าสอบปลายภาคเรียนตามวัน เวลา ตามที่กำหนด ผู้เรียนสามารถยื่นคำร้องขอเลื่อนสอบต่อสถานศึกษา โดยชี้แจงเหตุผลความจำเป็นพร้อมทั้งแสดงหลักฐาน

7. การประเมินสอบซ่อม

ผู้ที่มีสิทธิ์เข้ารับการประเมินซ่อม คือ ผู้เรียนที่เข้าสอบปลายภาคเรียน แต่ผลการประเมินไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินผลรายวิชา โดยให้ผู้เรียนเข้ารับการประเมินซ่อมตามวัน เวลา สถานที่และวิธีที่สถานศึกษาหรือต้นสังกัดกำหนด และให้ค่าระดับผลการเรียนไม่เกิน 1

การประเมินกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต (กพช.)

เป็นเงื่อนไขหนึ่งที่ผู้เรียนทุกคนจะต้องได้รับการประเมินตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด โดยผู้เรียนจะต้องทำกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อการพัฒนาตนเอง ครอบครัว ชุมชน และสังคม จำนวนไม่น้อยกว่า 200 ชั่วโมง จึงจะได้รับการพิจารณาอนุมัติให้จบหลักสูตรในแต่ละระดับการศึกษา

การประเมินคุณธรรม

เป็นเงื่อนไขหนึ่งที่ผู้เรียนทุกคนต้องได้รับการประเมินตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด จึงจะได้รับการพิจารณาให้จบหลักสูตรในแต่ละระดับการศึกษา

กรอบของคุณธรรม

มีจำนวน 9 คุณธรรม แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ

กลุ่มที่ 1 คุณธรรมเพื่อการพัฒนาตน
  1. สะอาด
  2. สุภาพ
  3. กตัญญูกตเวที
กลุ่มที่ 2 คุณธรรมเพื่อการพัฒนาการทำงาน
  1. ขยัน
  2. ประหยัด
  3. ซื่อสัตย์
กลุ่มที่ 3 คุณธรรมเพื่อการพัฒนาการอยู่ร่วมกันในสังคม
  1. สามัคคี
  2. มีน้ำใจ
  3. มีวินัย

เกณฑ์การประเมิน

การประเมินคุณธรรม กำหนดเกณฑ์การประเมินเป็น 4 ระดับ คือ

  • ดีมาก - ผู้เรียนมีพฤติกรรมตามตัวบ่งชี้ ร้อยละ 90 ขึ้นไปของพฤติกรรมบ่งชี้ในแต่ละคุณธรรม
  • ดี - ผู้เรียนมีพฤติกรรมตามตัวบ่งชี้ ร้อยละ 70-89 ของพฤติกรรมบ่งชี้ในแต่ละคุณธรรม
  • พอใช้ - ผู้เรียนมีพฤติกรรมตามตัวบ่งชี้ ร้อยละ 50-69 ของพฤติกรรมบ่งชี้ในแต่ละคุณธรรม
  • ปรับปรุง - ผู้เรียนมีพฤติกรรมตามตัวบ่งชี้ ร้อยละ 0-49 ของพฤติกรรมบ่งชี้ในแต่ละคุณธรรม

การประเมินคุณภาพการศึกษานอกระบบระดับชาติ (N-Net)

สถานศึกษาจะต้องจัดให้ผู้เรียนทุกคนที่เรียนในภาคเรียนสุดท้ายของทุกระดับการศึกษา ได้แก่ ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย เข้ารับการประเมินคุณภาพการศึกษานอกระบบระดับชาติ ในสาระการเรียนรู้ ตามที่สำนักงาน กศน. กำหนด

หมายเหตุสำคัญ: หากผู้เรียนไม่เข้ารับการประเมินคุณภาพการศึกษานอกระบบระดับชาติ (N-NET) จะมีผลทำให้ไม่จบหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551

การจบหลักสูตร

เกณฑ์การจบหลักสูตร

ผู้เรียนทั้งระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย มีเกณฑ์การจบหลักสูตรในแต่ละระดับการศึกษา ดังนี้

  1. ผ่านเกณฑ์การประเมินการเรียนรู้รายวิชาในแต่ละระดับการศึกษาตามโครงสร้างหลักสูตร
    • ระดับประถมศึกษา ไม่น้อยกว่า 48 หน่วยกิต แบ่งเป็นรายวิชาบังคับ 36 หน่วยกิต และวิชาเลือกไม่น้อยกว่า 12 หน่วยกิต
    • ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ไม่น้อยกว่า 56 หน่วยกิต แบ่งเป็นวิชาบังคับ 40 หน่วยกิต และวิชาเลือกไม่น้อยกว่า 16 หน่วยกิต
    • ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ไม่น้อยกว่า 76 หน่วยกิต แบ่งเป็นวิชาบังคับ 44 หน่วยกิต และวิชาเลือกไม่น้อยกว่า 32 หน่วยกิต
  2. ผ่านเกณฑ์การประเมินกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต (กพช.) ไม่น้อยกว่า 200 ชั่วโมง
  3. ผ่านการประเมินคุณธรรม ในระดับพอใช้ขึ้นไป
  4. เข้ารับการประเมินคุณภาพการศึกษานอกระบบระดับชาติ

การยื่นคำร้องขอจบการศึกษา

เมื่อผู้เรียนสอบผ่านเกณฑ์ที่ครบรายวิชาบังคับ วิชาเลือก ทำกิจกรรม กพช. ครบ 200 ชั่วโมง ผ่านการประเมินคุณธรรม และผ่านการประเมินคุณภาพการศึกษานอกระบบระดับชาติ เรียบร้อยแล้ว จะต้องยื่นคำร้องขอจบการศึกษาและขอรับใบประกาศนียบัตรที่ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอ

โดยนำหลักฐานต่อไปนี้มาประกอบ:

  1. รูปถ่ายขนาด 1.5 นิ้ว จำนวน 2 รูป ถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวไม่มีลวดลายและอักษรปักใด ๆ หรือเครื่องแบบชุดสากล (ไม่ใช้รูปถ่ายด่วนหรือโพลาลอยด์)
  2. ใบประกาศนียบัตร หรือใบ รบ. ที่เป็นวุฒิก่อนเข้าเรียน ถ่ายสำเนา 1 ฉบับ พร้อมนำฉบับจริงมาแสดงด้วย
  3. สำเนาทะเบียนบ้าน จำนวน 1 ฉบับ
  4. บัตรประจำตัวนักศึกษา
  5. ใบสำคัญเปลี่ยนชื่อและนามสกุล (ถ้ามี) ถ่ายสำเนา 1 ฉบับ พร้อมฉบับจริงมาแสดงด้วย

ข้อมูลนักศึกษา

คุณสมบัติของผู้สมัคร

  1. เป็นผู้มีคุณสมบัติตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยหลักเกณฑ์ในการรับนักเรียน นักศึกษาเข้าเรียนในสถานศึกษา พ.ศ. 2548
  2. เป็นประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในระบบโรงเรียน
  3. มีพื้นความรู้ในแต่ละระดับดังนี้

คุณสมบัติผู้เข้าเรียนระดับประถมศึกษา

ไม่จำกัดพื้นความรู้ สำหรับพระภิกษุ สามเณรจะต้องสอบไล่ได้นักธรรมชั้นตรีมาก่อน

คุณสมบัติผู้เข้าเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

สอบได้วุฒิหรือระดับชั้นอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้:

  • มัธยมศึกษาปีที่ 3 (ม.3 เดิม)
  • ประถมศึกษาปีที่ 7 (ป.7)
  • ประถมศึกษาปีที่ 6 (ป.6)
  • การศึกษาผู้ใหญ่ระดับที่ 3
  • การศึกษาผู้ใหญ่แบบเบ็ดเสร็จระดับที่ 3
  • หลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียนระดับประถมศึกษา
  • ระดับประถมศึกษาตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544
  • นาฏศิลป์ชั้นต้นปีที่ 3
  • วุฒิอื่นที่กระทรวงศึกษาธิการประกาศให้เทียบเท่าประถมศึกษาปีที่ 6
  • นักธรรมชั้นเอกหรือธรรมศึกษาเอก

สำหรับพระภิกษุสามเณรจะต้องมีคุณวุฒิอย่างใดอย่างหนึ่งข้างต้นและต้องสอบไล่ได้นักธรรมชั้นโทมาก่อน

คุณสมบัติผู้เข้าเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

สอบได้วุฒิหรือระดับชั้นอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้:

  • สอบได้มัธยมปีที่ 6 (ม.6 เดิม)
  • ประโยคมัธยมศึกษาปีที่ 3 (ม.ศ.3)
  • มัธยมศึกษาปีที่ 3 (ม.3)
  • การศึกษาผู้ใหญ่ระดับที่ 4
  • การศึกษาผู้ใหญ่แบบเบ็ดเสร็จระดับที่ 4
  • หลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
  • ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544
  • เปรียญธรรม 3 ประโยค
  • วุฒิอื่นที่กระทรวงศึกษาธิการประกาศให้เทียบเท่ามัธยมศึกษาตอนต้น

สำหรับพระภิกษุสามเณร จะสมัครเข้าเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายให้เป็นไปตามมติมหาเถรสมาคม

หลักฐานการสมัคร

สถานศึกษาจะต้องตรวจสอบหลักฐานการสมัครเข้าเป็นนักศึกษาให้ถูกต้องครบถ้วนดังนี้

  1. ใบสมัครเป็นนักศึกษา
  2. รูปถ่าย 1 นิ้วจำนวน 4 รูป หน้าตรงไม่สวมแว่นตาดำและไม่สวมหมวก สวมเสื้อสีขาวมีปกหรือชุดสุภาพ (ถ่ายไม่เกิน 6 เดือน โดยไม่ใช้รูปถ่ายประเภทโพลาลอยด์)
  3. สำเนาทะเบียนบ้านตนเองที่มีชื่อบิดา มารดา พร้อมฉบับจริงไปแสดง
  4. สำเนาหนังสือสำคัญแสดงวุฒิการศึกษา จำนวน 2 ฉบับ เช่น ประกาศนียบัตร ระเบียนแสดงผลการเรียน พร้อมฉบับจริงไปแสดง
  5. สำเนาเอกสารที่เกี่ยวข้อง พร้อมฉบับจริงไปแสดง เช่น ใบเปลี่ยนชื่อ ชื่อสกุล ใบทะเบียนสมรส ใบหย่า ฯลฯ

สถานที่รับสมัคร

  1. ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอ
  2. กศน.ตำบลทุกแห่ง
  3. ศูนย์การเรียนชุมชน
  4. สถานที่ที่ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอกำหนด

การปฏิบัติตนของนักศึกษา

ผู้เรียนในสถานศึกษา สังกัดของสำนักงาน กศน. จังหวัด และสถานศึกษาในสังกัด จะต้องปฏิบัติตนตามระเบียบของสถานศึกษาอย่างเคร่งครัด ดังนี้

  1. การแต่งกายสุภาพหรือแต่งกายตามระเบียบข้อบังคับของสถานศึกษา
  2. การปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดีของสังคม
  3. ให้ความเคารพเชื่อฟังครูผู้สอน และให้ความเคารพผู้บริหารสถานศึกษา
  4. รักษาไว้ซึ่งความสามัคคีระหว่างกันในหมู่คณะ
  5. ไม่เล่นการพนันหรือมีอุปกรณ์การพนันไว้ในครอบครอง
  6. ไม่ดื่มสุรา ไม่สูบบุหรี่ และสิ่งเสพติดอื่นใดในสถานศึกษา และสถานที่พบกลุ่ม
  7. ไม่ประพฤติตนขัดต่อศีลธรรมอันดีหรือกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของประเทศ
  8. ไม่นำความเสื่อมเสียมาสู่สถานศึกษาที่ตนสังกัดอยู่
  9. ไม่ทะเลาะวิวาท ทำร้ายร่างกายผู้อื่น
  10. ไม่ทำให้ทรัพย์สินของสถานศึกษาชำรุดเสียหาย

การย้ายสถานศึกษาของนักศึกษา

การย้ายสถานศึกษาสามารถทำได้ใน 2 ลักษณะ คือ

การย้ายสถานศึกษาโดยการลาออก

  1. ให้ผู้เรียนยื่นคำร้องต่อสถานศึกษาด้วยตนเองและเตรียมหลักฐานเอกสารที่ต้องใช้
  2. สถานศึกษาจะต้องตรวจสอบหลักฐานผลการเรียนให้ถูกต้อง และออกหลักฐานแสดงผลการเรียนให้แก่ผู้เรียนอย่างช้าไม่เกิน 5 วันทำการ เว้นแต่จะมีเหตุสุดวิสัย
  3. กรณีที่ผู้เรียนไม่สามารถยื่นคำร้องได้ด้วยตนเองให้ทำหนังสือมอบอำนาจให้ผู้อื่นดำเนินการแทนได้
  4. ให้สถานศึกษาระบุเหตุผลที่ออกในหลักฐานการศึกษาว่า "ลาออกเพื่อไปศึกษาต่อที่อื่น"

การย้ายสถานศึกษาระหว่างภาคเรียน

สามารถดำเนินการได้ เมื่อผู้เรียนมีความจำเป็นต้องย้ายสถานที่เรียนจากที่เดิมในระหว่างภาคเรียน และยังคงสถานภาพการเป็นผู้เรียนของสถานศึกษาเดิม โดยมีแนวปฏิบัติดังนี้

  1. ให้ผู้เรียนยื่นคำร้องต่อสถานศึกษาเดิม เพื่อขอย้ายสถานที่เรียน
  2. สถานศึกษาเดิมพิจารณาแล้วเห็นสมควรให้ย้ายได้ จะต้องทำหนังสือส่งตัวผู้เรียนพร้อมเอกสารสรุปการประเมินผล
  3. สถานศึกษาแห่งใหม่รับตัวผู้เรียนไว้และแจ้งผลการรับผู้เรียนให้สถานศึกษาเดิมทราบ
  4. สถานศึกษาแห่งใหม่จัดให้ผู้เรียนได้รับการศึกษาที่ต่อเนื่องจากสถานศึกษาเดิม
  5. ส่งผลการเรียนกลับมาที่สถานศึกษาเดิมเมื่อสิ้นสุดภาคเรียนนั้น
  6. สถานศึกษาเดิมได้รับผลการเรียนแล้วบันทึกผลการเรียนเก็บไว้เป็นหลักฐาน

การพ้นสภาพการเป็นนักศึกษา

นักศึกษาจะพ้นสภาพการเป็นนักศึกษาเมื่อ

  1. สำเร็จการศึกษา
  2. ลาออก
  3. ตาย
  4. ออกตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียนหรือนักศึกษา
  5. ไม่ลงทะเบียนเพื่อรักษาสภาพเป็นนักศึกษาเป็นเวลา 6 ภาคเรียนติดต่อกัน
  6. ขาดคุณสมบัติการเป็นนักศึกษา กศน.